ถ้ามนุษย์ไม่มีพระเจ้า
เรื่องที่ผมจะเล่าต่อไปนี้ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับตัวผมเอง มันเป็นความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ แต่ก่อนที่ผมจะเล่าเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้น ผมจะขอเล่าย้อนไปในอดีตของผมก่อน มันเป็นจริงที่เกี่ยวกับการเรียนของผม ตลอดเวลาที่ผ่านมา ตั้งแต่เด็กจนที่ตอนที่ผมอยู่ปี 1ในระดับอุดมศึกษา ผมแทบจะไม่เคยประสบความสำเร็จในเรื่องการเรียนเลย ผมสอบได้ที่สุดท้ายของห้องมาโดยตลอด แล้วผมก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะสามารถเป็นคนที่เรียนเก่งได้ มีหลายคนบอกว่าผมโง่ ไม่ฉลาด ไม่มีอนาคต หรือบางคนก็ว่าผมแรงกว่านั้น จนทำให้ผมเชื่อว่าผมเป็นคนโง่จริงๆอย่างที่ใครๆเขาว่ากัน จนมาถึงตอนที่ผมกำลังจะจบ ม.3 พ่อของผมพาผมเข้าโบสถ์เป็นครั้งแรก ผมได้รู้จักกับพระเจ้า ตอนนั้นทุกอย่างมันกดดันผมไปหมด ผมต้องการที่จะสอบเข้าโรงเรียนเบญจมเทพอุทิศ ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำจังหวัดให้ได้ ที่สุดท้ายของโรงเรียนเล็กๆ คิดจะสอบเข้าโรงเรียนประจำจังหวัด มันช่างเป็นเรื่องที่แสนจะยากจริงๆ ตอนนั้นผมไปบนต่อสิ่งที่ได้ชื่อว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกที่ แต่ผมก็ยังรู้สึกแย่มากๆอยู่ ผมไม่มีความมั่นใจเลย ตอนนั้นใจของผมพยายามแสวงหาพระที่จะช่วยผมได้ จนผมได้มาพบกับพระที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนั่นก็คือพระเจ้า การเข้าโบสถ์ครั้งแรกของผมนั้น ทำให้ผมรู้สึกว่า ผมไม่ได้อยู่คนเดียว ผมรู้สึกและสัมผัสได้ว่า พระเจ้ามีจริง ทุกคำอธิฐานของผมนั้น ผมรู้สึกได้ว่ามีคนกำลังรับฟังผมอยู่ ผมมีความมั่นใจมากขึ้น แล้วคำอธิฐานของผมก็เป็นความจริง ผมสอบเข้าโรงเรียนเบญจมเทพอุทิศได้สำเร็จ แล้วพอเข้าไปได้แล้ว ผมก็ไปโบสถ์ตลอด แต่ผมคิดแค่ว่าไปโบสถ์อย่างเดียวก็คงพอ ถึงตัวผมจะไปโบสถ์ แต่ใจผมไม่เคยไปเลย ผมลืมพระผู้ช่วยของผม ผมไปโบสถ์ ผมร้องเพลงในโบสถ์ แต่ผมลืมพระเจ้า หลังจากนั้น ชีวิตของผมก็แย่มาตลอด ถึงผมจะสอบเข้าโรงเรียนในฝันของผมได้ แต่ผมก็สอบได้ที่สุดท้ายของห้องเหมือนเดิม ตอนผมจะจบ ม.6 ผมอธิฐานต่อพระเจ้า ขอให้ผมมีที่เรียนที่ดีๆ แล้วพระเจ้าก็ตอบคำอธิฐานของผม ผมซึ่งเรียนจบสายศิลป์-ฝรั่งเศส ได้เข้าเรียนต่อในที่ที่ดีมากๆ ผมเรียนต่อที่ ม.บูรพา คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา จากเด็กสายศิลป์ แต่กลับได้เรียนในวุฒิ วท.บ. ผมรู้สึกว่า ผมก็คือนักวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่งเลยแหละ ผมภาคภูมิใจมาก แต่ผมก็ทำตัวแบบเดิมอีก เรียนๆเล่นๆ แล้วเกรดก็ไม่ดีอีกเช่นเคย ผมไม่ได้ขอบคุณพระเจ้าเลยแม้แต่คำเดียว ผมไม่ได้ขอบคุณพระเจ้าที่อวยพรให้ผมได้ที่เรียนดีๆ คณะดีๆเลยแม้แต่คำเดียว ในช่วงปี 1 ผมได้พยายามดันให้น้องชายของผมสอบเข้าที่โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ โรงเรียนวิทยาศาสตร์อันดับ 1 ของประเทศไทย ผมหวังว่าน้องชายผมจะมีอนาคตที่ดี แล้วพระเจ้าก็อวยพรน้องชายของผม น้องชายของผมสอบเข้า ม.4 โรงเรียนมหิดลได้สำเร็จ แต่สิ่งที่ผมทำนั้น มันกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกกดดัน ถึงแม้พ่อแม่และคนในครอบครัวของผมจะไม่ได้ว่าอะไร ไม่ได้เปรียบเทียบผมกับน้องชาย แต่สายตาของคนอื่นๆกับคำพูดที่เปรียบเทียบระหว่างผมกับน้องชาย ทำให้ผมคิดว่า ผมต้องเก่งให้ได้ ผมไม่ได้อิจฉาน้องชายของผม แต่ผมก็แค่ไม่อยากให้ใครมาดูถูก น้องชายของผมเขาก็ดีกับผมนะ เขารักผม เขาไม่เคยดูถูกผม เขาให้กำลังใจผมมาตลอด ตอนนั้นผมอธิฐานกับพระเจ้า ขอให้พระองค์ประทานสติปัญญาให้กับผม แล้วผมก็ให้อาจารย์ของพ่อผม คุณลุงวิชัย อธิฐานขอสติปัญญาให้ผม แต่เพราะว่าผมไม่ค่อยได้อ่านพระคำภีร์ พระเจ้าจึงตรัสกับผมทางอื่น ผมเชื่อว่าพระเจ้าตรัสกับผมผ่านทางรายการทีวีรายการหนึ่ง ประโยคที่ผมได้ยินวันนั้นคือ อัจฉริยะสามารถสร้างได้โดยการฝึก มันทำให้ผมมีความหวัง ปี 2 เทอม 1 เป็นปีและเทอมที่พระเจ้าอวยพรผม เทอมนั้นผมต้องเรียนวิชาสรีรวิทยา ซึ่งเป็นอีกวิชาที่แสนจะยาก ในปีหนึ่งๆ มีคนสอบไม่ผ่านมากมาย ผมอธิฐานขอกับพระเจ้าว่า ถ้าพระเจ้าจะทรงอวยพรผม ขอให้ผมได้เกรด A ในวิชาสรีรวิทยา ซึ่งวิชานี้เป็นวิชาพื้นฐานของแพทย์ เป็นวิชาที่ยากที่สุดของเทอมนั้นเลยก็ว่าได้ มีการสอบทั้งหมด 3 ครั้ง การสอบครั้งที่ 1 ผมได้คะแนนสูงสุด แต่ผมคิดว่ามันยังดีไม่พอสำหรับผม ผมควรจะทำได้ดีกว่านี้ การสอบครั้งที่ 2 ผมรู้สึกแม่นมาก เพราะผมเตรียมตัวมาดี แล้วพระเจ้าก็อวยพรผม แต่เช้าก่อนสอบ ผมรู้สึกไม่มั่นใจเลย ทั้งที่เตรียมตัวดี ความรู้ก็แน่น 7.00 น. ผมโทรหาพ่อของผม เล่าความรู้สึกทั้งหมดให้พ่อฟัง พ่อบอกผมว่า เปิดพระคำภีร์อ่านซิลูก ผมก็เปิดอ่านทันที ผมใช้การซสุ่มเปิดดู ผมเปิดเจอพระคำภีร์ ฟิลิปปี บทที่ 4 ข้อที่6 มีใจความว่า อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย แต่จงทูลเรื่องความปรารถณาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า ด้วยการอธิฐาน การวิงวอน กับการขอบพระคุณ พออ่านจบ ผมพูดว่าขอบคุณพระเจ้า แล้วผมก็เดินไปสอบด้วยความมั่นใจ หลังจากสอบเสร็จผมคิดว่าผมทำได้ แต่พอกลับถึงหอพัก อยู่ดีๆ ความมั่นใจก็หายไป ผมกลัวว่าผมจะทำผิด หรือ ตอบผิดข้อ ผมเลยโทรหาพ่ออีกครั้ง เล่าให้พ่อฟัง พ่อก็พูดแบบเดิมว่า อ่านพระคำภีร์ซิ แล้วผมก็ไปเปิดพระคำภีร์ ผมเปิดเจอพระคำภีร์ที่หนุนใจผมมากๆ อิสยาห์ บทที่ 41 ข้อที่ 10 ความว่า อย่ากลัวเลย เพราะเราอยู่กับเจ้า อย่าขยาด เพราะเราเป็นพระเจ้าของเจ้า เราจะหนุนกำลังของเจ้า เออ เราจะช่วยเจ้า เออ เราจะชูเจ้าด้วยมือขวาอันมีชัยของเรา หลังจากที่อ่านจบ ผมถึงกับน้ำตาคลอ ผมรู้แล้ว ว่าพระเจ้าอยู่กับผม แล้วคะแนนที่ออกมาก็เป็นอย่างที่ผมหวัง สอบครั้งที่ 3 ผมแทบไม่ต้องเครียดเลย สรุป ผมได้เกรด A ตามคำอธิฐาน แต่ความผิดพลาดครั้งใหญ่ก็เกิดขึ้น พ่อแม่ของผม มักจะชมผมต่อหน้าคนอื่นๆ ว่าผมเก่งขึ้น คนอื่นก็มาชมผม แต่เวลาคนอื่นมาชมผม พ่อกับแม่ของผมกับบอกว่า ขอบคุณพระเจ้า เพราะพระเจ้าทำให้ผมเป็นแบบนี้ ผมรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก ที่พ่อแม่ยกความดีให้พระเจ้า ผมรู้สึกว่า ผมสร้างทุกอย่างมากับมือของผม ตอนผมสอบ ผมก็ทำเอง พระเจ้าไม่ได้ช่วยอะไรเลย ผมควรจะได้รับความดีนั้นมากกว่าพระเจ้า ตอนนั้นผมคิดว่า ผมสามารถทำทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง เทอมต่อมาผมเกรดตกลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ผมไม่เครียด เพราะไม่มีวิชาที่ผมชอบ ปี 3 เทอม 1 ผมต้องเรียนวิชา สรีรวิทยาการออกกำลังกาย1 ซึ่งคนที่มีความรู้พื้นฐานแน่นอย่างผมน่าจะได้ A ไม่ยาก แต่ผมรู้สึกว่า ผมไม่อยากอ่านหนังสือเลย ผมขี้เกียจ เวลาอ่านหนังสือก็ไม่ค่อยมีสมาธิ แต่ผมก็อ่าน ผมทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ผมเข้าไปในห้องสอบ ผมยิ้มทันทีเมื่อได้เห็นข้อสอบที่แสนจะง่าย ข้อสอบมีข้อที่เป็นกากบาท 48 ข้อ และข้อเขียนอีก 7 ข้อ เวลา 2 ชั่วโมงผมใช้เวลาทำข้อกากบาทแค่ 30 นาทีเท่านั้น บวกกับการยิ้มและนั่งหัวเราะข้อสอบ แล้วก็พูดอยู่คนเดียวว่า ง่ายมากมาย อีก 30 นาที 1ชั่วโมงแรกหมดไป ข้อเขียนข้อแรกที่ผมทำ มีคะแนน 2 คะแนน ความจริงแล้วตอบแค่ 3 บรรทัดก็จบได้คะแนนแหละ แต่ผมคิดว่า ผมต้องการให้ทุกคนรู้ว่า ผมเก่ง ผมเลยอธิบายอย่างละเอียด 1หน้ากระดาษ A4ใช้เวลา30นาที ข้อ 2 ผมใช้เวลาอีก 15 นาที ผมเหลือเวลาแค่ 15 นาทีในการทำ 5 ข้อ ซึ่งยากกว่า คะแนนเยอะกว่า แล้วต้องแสดงวิธีทำด้วย ผมรับแรงกดดันไม่ได้ ผมทำผิดบ้างถูกบ้างมั่วไปหมด ทั้งที่ผมน่าจะได้เต็ม แต่คะแนนรวมที่ออกมา ผมได้แค่ 25 เต็ม 36 คะแนน ผมเครียดมากๆ ผมยังมีโอกาสได้ A แต่จะพลาดไม่ได้เลย ความกดดันนี้เอง ทำให้ผมอ่านหนังสือไม่ได้เลย พออ่านไม่ได้ ผมก็ไม่ดูหนังแก้เครียด จนใกล้สอบ ผมคิดว่า ผมต้องทำให้ได้ ผมเริ่มที่จะแสวงหาพระเจ้าอีกครั้ง แต่ผมก็ไม่อยากอ่านพระคำภีร์ ผมอธิฐานให้พระเจ้าตรัสกับผมทางอื่นที่ไม่ใช่พระคำภีร์ จนผมได้มาดูหนังเรื่องหนึ่งชื่อ ดิโอดิสซี เนื้อเรื่องมีอยู่ว่า 1ในกษัตริย์กรีก ชื่อ โอดิซุส กษัตริย์ที่มีสติปัญญา และมีเทพพระเจ้าคอยดูแล เป็นหนึ่งในกษัตริย์ที่ไปรบที่ทรอย เขาคือคนที่คิดม้าไม้ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นอุบายเพื่อที่จะเข้าทรอย ใครเคยดูเรื่องทรอยคงจะจำได้ แผนเกือบไม่สำเร็จ แต่เพราะการช่วยเหลือของเทพโพไซดอน จึงทำให้ทุกอย่างสำเร็จ ทรอยโดนเผา หลังจากได้รับชัยชนะ โอดิซุส ตะโกนว่า ข้าชนะแล้ว ข้าถล่มทรอยได้แล้ว ข้าทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ข้าไม่ต้องการเทพพระเจ้าอีกแล้ว เทพโพไซดอนโกรธมาก เลยทำให้โอดิซุสหลงทางอยู่ในทะเล 10ปี ต้องเจอกับปิศาจมากมาย และเพื่อนร่วมทางก็ตายจนหมด และแล้วโอดิซุสก็เรียกหาเทพโพไซดอน โอดิซุสพูดว่า ข้าไม่เหลืออะไรแล้ว ข้าเหลือแค่ชีวิต ตอนนั้นโอดิซุสเกาะขอนไม้ลอยคออยู่กลางทะเล เทพโพไซดอนพูดว่า ข้าไม่ได้ต้องการฆ่าเจ้า โอดิซุสถามกลับว่า แล้วต้องการอะไร เทพโพไซดอนตอบว่า ต้องการให้เจ้าเข้าใจ โอดิซุสถามกลับว่า เข้าใจอะไร เทพโพไซดอนตอบว่า เข้าใจว่า ถ้ามนุษย์ไม่มีพระเจ้า มนุษย์ก็ไม่มีอะไรเลย ประโยคนี้แหละครับ ที่ผมคิดว่า พระเจ้าตรัสกับผม หลังจากที่โอดิซุสเข้าใจ เขาก็ได้กลับถึงบ้าน และ หลังจากที่ผมเข้าใจ ผมก็มีสมาธิอีกครั้ง เหมือนกับพระเจ้าบอกผมว่า พระองค์ไม่ได้ต้องการให้ผมได้เกรดอื่นที่ไม่ใช่ A พระองค์ต้องการให้ผมได้ A แต่ ผมต้องเข้าใจก่อน ว่าผมทำได้เพราะใคร วันนี้ผมเข้าใจแล้วครับ ว่าทำไมต้องขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณี ผมเข้าใจแล้วว่า ถ้ามนุษย์ไม่มีพระเจ้า มนุษย์ก็ไม่มีอะไรเลย มนุษย์ไม่มีอะไรเหลือเลย ขอบคุณพระเจ้า สำหรับเกรด A วิชาสรีรวิทยาการออกกำลังกาย1 วันนี้ผมเข้าใจแล้ว ว่าผมมีทุกวันนี้เพราะใคร ผมดีใจมากที่ได้ A แต่สิ่งที่ทำให้ผมดีใจมากกว่าคือ ผมได้สัมผัสความรักอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ขอบคุณพระเจ้าที่ทำให้ผมเข้าใจในสิ่งที่สำคัญที่สุด

[ แจ้งลบ ]

    โดย : คุณวิน เมื่อ 03 พฤษจิกายน 2552 [ pawin_1@hotmail.com ]

  Re:ถ้ามนุษย์ไม่มีพระเจ้า
พระเจ้าได้รับเกียรติจากชีวิตของคุณค่ะ

[ แจ้งลบ ]

    โดย : คุณน้อย เมื่อ 08 กุมภาพันธุ์ 2553 [ chitlada@cbnsiam.com ]


ร่วมตอบคำถาม

รายละเอียด : *
ชื่อผู้ตอบ : *
อีเมล์ : *